จากกรณีที่นายธนพัฒน์ สุขเกษม ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปฏิรูป พร้อมด้วยนายวุธศักดิ์ นิยมนา และนายเชาวลิต เงินรวง ไวยาวัจกร วัดบุไผ่ หรือวัดบ้านไร่ 2 อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เดินทางเข้าร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับนายตำรวจเกษียณอายุยศ พล.ต.ต.รายหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตลูกศิษย์ของพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ) ข้อหายักยอกทรัพย์และฉ้อโกง รวมทั้งให้ช่วยติดตามทรัพย์สินมูลค่ากว่า 100 ล้านบาทกลับมาคืนวัดบุไผ่ด้วย ภายหลังจากนายตำรวจคนดังกล่าว ได้แอบอ้างชื่อวัดขอรับบริจาคเงินมาจัดซื้อที่ดินจำนวน 11 ไร่ติดกับวัดบุไผ่ แล้วจัดตั้งมูลนิธิหลวงพ่อคูณองค์ใหญ่ เพื่อดำเนินการก่อสร้างรูปหล่อหลวงพ่อคูณองค์ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ที่ดินและทรัพย์สินทั้งหมดมีชื่อนายตำรวจคนดังกล่าวเป็นผู้ถือครองทั้งหมด โดยที่เจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัดบุไผ่ ไม่มีอำนาจแตะต้องได้เลยนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายคำพัน ครองเกษม นิติกรประจำสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา ชี้แจงว่า ก่อนหน้านั้นเคยมีเรื่องความขัดแย้งภายในระหว่างวัดบุไผ่กับมูลนิธิ แต่ทางวัดบุไผ่ไม่เคยมาร้องเรียน ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการวัดบุไผ่ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ หลังจากนี้จะเป็นเรื่องของคดีบ้านเมือง ที่ดีเอสไอรับเข้าพิจารณาดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้เพราะจะเสียรูปคดี นอกจากทางดีเอสไอจะติดต่อประสานงานมาเพื่อขอข้อมูลต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อคดี ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า กรณีที่มีมูลนิธิต่างๆ นำชื่อวัดไปแอบอ้างขอรับบริจาคเงินเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาดูแลเพียงวัดและพระสงฆ์เท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปดูแลมูลนิธิต่างๆ ได้ เพราะเป็นนิติบุคคล ดังนั้น จึงทำได้เพียงประชาสัมพันธ์ให้พุทธศาสนิกชนพิจารณาก่อนจะบริจาคเงินหรือสิ่งใดให้กับมูลนิธิ เพื่อไม่ให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์กับวัดตามมา

 


แหล่งข้อมูล : มติชนออนไลน์


Comments are closed.

Check Also

‘สุวัจน์’ ร่วมอุปสมบทหมู่ ถวายเป็นพระราชกุศลในหลวง ร.9

Facebook0TwitterGoogle+0Pinterest0เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม … …