“กระทรวงพาณิชย์” จับมือโรงงานแปรรูปลงนาม MOU กับเกษตรกรภาคอีสาน ปั้นแบรนด์สินค้าเกษตรอินทรีย์ เพิ่มมูลค่าตีตลาดโลก ยังห่วงค่าเงินบาทแข็งค่ากระทบส่งออกผลผลิตข้าว-มันสำปะหลัง

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 62 เวลา 09.30 น. ที่โรงแรมเฮอร์มิเทจ อ.เมือง จ.นครราชสีมา กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครราชสีมา ได้จัดโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอุตสาหกรรมอาหารครบวงจรขึ้น ระหว่างวันที่ 26-28 กุมภาพันธ์ 2562 โดยมีนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดโครงการ และมีตัวแทนผู้ประกอบการข้าวสาร มันสำปะหลัง และเกษตรกรร่วมโครงการกว่า 500 คน

พร้อมกันนี้ได้มีพิธีลงนาม MOU ระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการข้าวสาร และมันสำปะหลัง กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและมันสำปะหลัง ในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และนางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เป็นสักขีพยาน

นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีอาชีพเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และมันสำปะหลังอยู่จำนวนมาก แต่ในอดีตก็มักจะขายผลผลิตไม่มีการแปรรูป โดยส่งขายกับโรงสีหรือโรงงานเท่านั้น จึงทำให้ผลผลิตทางการเกษตร ทั้งข้าว และมันสำปะหลังได้ราคาต่ำมาก ดังนั้นในวันนี้ทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครราชสีมา จึงได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการอบรมให้ความรู้ด้านการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวและมันสำปะหลังขึ้น รวมทั้งให้ความรู้ด้านการตลาดในประเทศ และต่างประเทศด้วย”

“พร้อมกับมีการลงนามความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการแปรรูปข้าว และมันสำปะหลัง กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ทั้งนี้จังหวัดนครราชสีมา ถือว่ามีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมากที่สุดในประเทศไทย เกือบ 2 ล้านไร่ และมีผลผลิตมันสำปะหลังประมาณปีละ 7-8 ล้านตัน โดยมันสำปะหลังนี้ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถนำไปแปรรูปได้มากมาย อาทิ อาหาร, น้ำมันเอทานอล, ทำแก้ว, ทำยา และวัตถุดิบสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมรมต่างๆ ดังนั้นถ้าสามารถนำมาแปรรูปให้ตรงตามความต้องการของตลาด ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรได้เป็นอย่างมาก”

ด้าน นางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “ปัญหาของเกษตรกรในประเทศไทยขณะนี้ คือการส่งออกผลผลิตทางการเกษตร เนื่องจากปัจจุบันค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นมากที่สุดในประวัติการณ์ โดยอยู่ที่ 31.30 บาทต่อ 1 ดอลล่าสหรัฐ ทำให้ศักยภาพการแข่งขันกับต่างประเทศลดลง”

“ดังนั้นสิ่งที่จะทำได้ในขณะนี้ก็คือต้องส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเรียนรู้การนำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรของตนเอง เช่นในส่วนของข้าว เราจะไม่ผลิตข้าวทั่วไปเพื่อแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่จะต้องหันมาผลิตข้าวที่เน้นสุขภาพ เป็นสินค้าปลอดภัย ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกมากขณะนี้ เช่น ข้าวอินทรีย์ และข้าวแปรรูป เป็นต้น ซึ่งสินค้าเกษตรอินทรีย์ในต่างประเทศขณะนี้ตลาดใหญ่มาก โดยเฉพาะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา สินค้าเกษตรที่คนนิยมบริโภคในประเทศมากที่สุด 80% เป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งราคาจะสูงกว่าสินค้าเกษตรปกติ 10-20% จึงยังมีโอกาสที่ไทยจะไปทำตลาดได้กว้างมาก”

“แต่การที่จะทำให้สินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นที่ยอมรับของตลาดโลกได้ ก็ต้องได้รับความร่วมมือกับผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปที่ได้มาตรฐาน วันนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ จึงได้จัดพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการโรงงานแปรรูป ข้าวและมันสำปะหลัง กับเกษตรกร ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะสนับสนุนช่วยเหลือทุกด้าน รวมทั้งจะช่วยทำการตลาดให้ด้วย จึงคาดว่าหลังจากนี้ไปจะมีผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว และมันสำปะหลัง เกษตรอินทรีย์ สินค้าปลอดภัยของไทย ที่ได้มาตรฐานไปสู่ตลาดโลกเพิ่มมากขึ้นในอนาคต”


Comments are closed.

Check Also

“ฮุก31โคราช” จัด “วิ่ง-ปั่นสู้..เพื่อกู้ภัย” หางบซื้ออุปกรณ์เชฟชีวิต! ฮือฮามีประกันอุบัติเหตุนักกีฬา

นักวิ่ง-นักปั่นพลาดไม่ได้ “ฮุก31โคราช” จัดโครงการ “วิ่ง … …